แอริกะท่องเที่ยว: Made in USA

วันนี้แอริกะจะมาเล่าถึงประสบการณ์การไปเที่ยว อเมริกาครั้งแรก!! ในชีวิตของแอริกะให้ทุกคนฟังค่ะ และแอริกะก็หวังว่าสิ่งที่แอริกะกำลังแชร์นั้นจะมีประโยชน์กับทุกคนบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ^^

การเดินทางในครั้งนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Los Angles, CA ค่ะ แอริกะมีเวลาทั้งหมด 8 วันที่จะซึมซับบรรยากาศทั้งหมดเอาไว้ ใช่ค่ะ มันเป็นเวลาที่น้อยมากสำหรับการเที่ยว อเมริกา บางคนได้ยินยังบอกว่าไปแค่ 8 วัน ยังไม่คุ้มกับการที่ต้องนั่งเครื่องบินร่วม 18 ชั่งโมงเลย ซึ่งนั้นก็จริงอยู่ค่ะ = = แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ไปใช่มั้ยคะ

ด้วยความที่ตั้งความหวังไว้มาก ทริปนี้ก็เลยได้เริ่มต้นจากการที่เกือบไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน เพราะสายการบินบอกว่าเรายังทำขั้นตอนในการซื้อตั๋วไม่เสร็จสิ้น แต่ก็ยัง"บุญ"ได้ตั๋วมาในวินาทีสุดท้าย มาต่อกันด้วยเครื่องบิน ดีเลย์ไปอีก 1 ชั่วโมง และการต้องมาลุ้นหันหัวใจแทบวายว่าจะผ่าน ต.ม. มั้ย การวิ่งไปวิ่งมาหากระเป๋าเดินทางไม่เจอ จนเมื่อเท้าได้สัมผัสพื้นถนนหน้าสนามบิน วินาทีนั้นรู้สึกว่า เห้ยยยมันคือที่สุดแล้วอ่ะ เหมือนกับว่าเรา achieve something อะไรขนาดนั้น

แต่แน่นอน ถ้าคิดว่าวิบากกรรมได้หมดลงแล้ว มันยังไม่จบมันง่ายๆ ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยเรียบร้อย บ้าๆบอๆอยู่แล้ว แอริกกะทำกล้องถ่ายรูปประจำตำแหน่งของตัวเองตกพื้น เลนส์กล้องพังตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงอเมริกา ตอนนั้นก็เครียด รู้สึกโกรธตัวเองมาเพราะ อุส่าบินมาไกลถึงครึ่งโลกแต่จะไม่สามารถถ่ายรูปสวยๆกลับไปอวดพ่อแม่ และเพื่อนๆที่ติตตามแอริกะ จะเป็นอะไรที่เสียใจมาก

คำถามคือ แล้วจะทำยังไง ? ตอนนั้นคิดแต่ว่าจะซ่อมซึ่งมันก็คงไม่เสร็จภายในวันเดียว จะซื้อใหม่เลนส์รุ่นนี้ก็ขาดตลาด จะขายดีอะไรกันเบอร์นี้ เครียดอยู่นานก่อนจะมาคิดได้ว่า ก็ใช่อย่างอื่นถ่ายไปสิ อะไรก็ได้ถ่ายไปก่อน กลับไปไทยแล้วค่อยมาว่ากันอีกที แต่ก็ต้องขอยอมรับเลยว่า ปกติแล้วจะไม่ค่อยชอบใช้มือถือถ่ายรูปเพราะiPhone5ที่มีอยู่มีความจำน้อย ถ่ายได้ไม่กี่รูปก็เครื่องเต็มแถมกล้องหน้าก็ไม่ค่อยจะชัดไปอีก เลยไม่ชอบใช้มือถือถ่ายรูปจะใช้แต่กล้องเท่านั้น

แต่ในครั้งนี้รูปทั้งหมดในบล็อกนี้ที่ทุกคนจะได้เห็นนั้นมาจาก มือถือใหม่ของแอริกะเองค่ะ

Samsung Galaxy S7 Edge เจ้านี่เองที่ Save my day !!!

วันที่ 1: Krispy Kreme - Hollywood - Chinese Theater

มาถึงอเมริกาก็เลยต้องมาลอง โดนัทที่หลายปีก่อนเป็นกระแสในไทยอย่างมากซึ่งก็คือ Krispy Kreme นั่นเอง ตอนยืนถ่ายรูปอยู่ก็อายมาก เพราะฝรั่งมองเยอะมาก และที่ยืนอยู่ก็ขวางทางที่จอดรถเค้าไปอีกก ฝรั่งคงคิดว่ามันก็ร้านโดนัทปะแกรรรร จะถ่ายทำไม อารมณ์เหมือนเรายืนถ่ายรูปหน้าบิ๊กซี555

นี่คือหน้าตาของโดนัทที่นี้ดูน่ากินนน แต่ไม่ได้แตกต่างกับที่ไทยเท่าไหร่ 55555

ชอบจริงๆการที่ได้ใส่หมวกเหมือนคนขายโดนัท แต่ถ้าให้ไปขายคงไม่รอด 555 เพราะแอบกินตลอดเวลา

ตกเย็นก็ย้ายร่างมาที่ถนน Hollywood เป็นบริเวณที่คึกคักมาก คนเยอะสุดๆเยอะจนไม่มีมุมที่จะถ่ายรูปโดยไม่ติดคนอื่นได้

สิ่งแรกที่คิดไว้มาเมื่อมาที่ Hollywood จะต้องได้เห็นคือรูปดาวบนพื้น ที่มีชื่อดาราอยู่ในดวงดาว เป็นอะไรที่อยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ฝันเป็นจริงไปอีกหนึ่งข้อ แต่รูปนี้หน้าไม่พร้อมมาก มีความหน้าป่วยขั้นสุดเพราะเมื่อกลางวันร้องไห้หนักมากจากการทำเลนส์กล้องพัง

วันที่ 2: Las Vegas

วันที่สองแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถปรับเวลาได้ ระหว่างทางก็เลยนอนอย่างเดียวและตื่นขึ้นมาเพื่อไปช้อปปิ้งที่ outlet

ความประทับใจแรกคือ ของที่อเมริกา ราคาถูกมากๆๆๆๆๆๆ ถูกกว่าของที่ไทยมาก รู้ตัวอีกทีออกมาจาก outlet ก็เกือบจะเลยเวลาที่จะต้องไปเช็คอินที่โรงแรมแล้ว แต่ก็มาทัน แอริกะก็เลยใช้ค่ำคืนนี้ในการเดินสำรวจ เมืองคนบาป Las Vegas จนเพลินแถมยังกลับมาปิดท้ายด้วยการไป โยกslotที่โรงแรมก่อนเข้านอนตอน ตี4

ใครที่ชอบถ่ายรูป คงต้องปรับโหมดกล้องเป็นโหมดกลางคืนกัน เพื่อให้ถ่ายรูปในที่มืด เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันถ่ายไฟตอนกลางคืนเป็นอะไรที่ยากมากกก รูปเบอลได้ง่ายๆเลยนะคะ อาจจะยุ่งยากซักหน่อย งานนี้แอริกะเลยได้มีโอกาสทดสอบความสามารถของกล้องของ Samsung Galaxy S7 Edge ไปในตัวถือว่าไม่ผิดหวังจริงๆ

ได้มาสัมผัสที่นี่ต้องบอกว่า ไฮไลท์คือชีวิตกลางคืนจริงๆเพราะเต็มไปด้วยแสงสีการแสดง ผู้คนแต่งตัวสวยออกมาเดินเที่ยว แต่พอกลางวัน มันเป็นเมืองที่เงียบมากจนอาจจะดูน่าเบื่อซะด้วยซ้ำนะ

วันที่ 3: LACMA

วันนี้ก็ยังคงเป็นอีกวันที่ตื่นมาก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้ว 55555 ปรับตัวไม่ได้จริงๆเลยขอมาชมความงามขอ LACMA ในตอนกลางคืนแทน รูปที่ได้ออกมาสวยปังมาก ดูฮิปเตอร์สุดๆค่ะ มีแอบปรับสีรูปเบาๆเพื่อความเกร๋ LACMA ตรงนี้เหมือนเป็นอีกเช็คพ้อยต์นึงที่คนที่มาเที่ยว LA ต้องแวะมาถา่ยรูปกับเจ้าเสาไฟหลายร้อยดวงนี้ แอริกะได้ไปอ่านมาก็พบว่า ตั้งแต่ติดตั้งไปในปี 2008 Urban Light กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับการถ่ายรูปของคนในเมืองรวมถึงนักท่องเที่ยว มันกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมือง ลอสแองเจลิสไปในที่สุด แถมยังไปปรากฏตัวในหนัง No Strings Attached และหนังเรื่อง Valentine’s Day รวมถึงสื่ออื่น ๆ อย่างมิวสิควิดีโอ โฆษณา อีกเยอะแยะเลยวันที่ไปถ่ายก็มีคนมา pre-wedding ด้วยอิจฉาสุดๆ

นี่ก็เลยขอบ้างหนึ่งรูปหวานๆ เพื่อจะได้กลับมาPre wedding แบบเค้าบ้าง

ก่อนจะไปปิดท้ายกับอาหารเกาหลีในย่าน Korean town ใน LA มื้อนี้ก็กินไม่ยั้งจัดเต็มอีกเหมือนเดิม มีทั้ง บูโกกิ ซุปเนื้อร้อนๆกินกับ ข้าวกล้องและผักสด แกล้มเบียเย็นๆอื้ออหืออ รสชาติอาหารเกาหลีที่นี่เด็ดมากๆ อาจจะดีกว่าไทยด้วย จริงๆนะ ตอนแรกถ่ายรูปนี้ถ่ายมาไม่คิดว่าจะออกมาดูดีขนาดนี้ ถ่ายออกมาเก็บอาหารเต็มโต๊ะได้พอดี ดูดูไปก็ ทำให้หิวขึ้นมาได้จริงๆนะคะ เจ้าเครื่องSamsung Galaxy S7 Edge เครื่องนี้มันทำให้สีอาหารออกมาดูน่ากินโดยอัตโนมัตจริงๆ ใครหิวแล้วบ้าง ???

วันที่ 4: Thousand Oaks - Topper's Pizza - Ronald Reagan Presidential Library

วันนี้แอริกะออกเดินทางไป Thousand Oaks เพื่อตามหาพิซซ่าที่ เค้าลือกันว่าเป็นพิซซ่าที่อร่อยที่สุดที่ LA ชื่อร้าน Topper's Pizza เมื่อมาถึงร้านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านเค้าป็อปจริงๆนะ คนเต็มร้านเบยย แอริกะใช้เวลากว่า10 นาทีเพื่อเลือกว่าจะเอาหน้าอะไรดีเนื่องจากเราสามารถเลือกtoppingได้ ซึ่งเยอะมากๆ ออกมาเป็นตามที่เห็นในภาพ มีทั้งหมด 4 รสชาติด้วยกัน

1. Creamy Garlic Chicken

2. BBQ Chicken

3. Veggie Classic

4. Chicken-Bacon-Ranch with mozzarella, tomatoes and mushrooms

เติมพลังอิ่มแล้วก็ได้ไปต่อที่ Ronald Reagan Presidential Library ค่ะ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สงบเงียบค่ะ ตั้งอยู่บนภูเขามีความร่มรื่น slow life มากๆ มองเห็นวิวด้านล่างสวยมากๆ ในหน้าฝนต้นไม้จะเป็นสีเขียวทั้งหมดมองไปจะดูสดชื่นมากๆ รูปนี้ก็ถ่ายมาง่ายๆด้วยโหมด Panorama ที่มีอยู่ในเครื่อง Samsung Galaxy S7 Edge

ภายในก็จะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติของ ประธานาธิบดี Ronald Reagan (ประธานาธิบดีคนที่ 40 ของอเมริกา) ตั้งแต่เด็กจนโต ว่าท่านได้รับใช้ประเทศอเมริกาอย่างไรบ้าง คุณลุงในพิพิธภัณฑ์เล่าให้ฟังว่าท่านเคยเป็นดาราหนังมาก่อนด้วยนะ แถมเสียงนุ่มมากๆเวลาออกมาแถลงข่าวประชาชนจะตั้งใจฟังมาก เพราะเสียงนุ่ม 55555

วันที่ 5: Central Market - The Broad Museum - Beverly Hill

เช้านี้ประเดิมมื้อแรกด้วย แฮมเบอร์เกอร์ของดังจากร้าน รสชาติอร่อยลึกมากโดยเฉพาะตอนกัดไปโดนไข่กับเบคอน กินจนลืมอ้วนกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ต้องมาต่อคิวเพื่อเข้าชม พิพิธพัณฑ์เปิดใหม่ ที่มีชื่อว่า The Broad Museum กว่าจะได้เข้าต่อคิวนานเป็นชั่วโมงแต่ถ้าจะจองคิวมาก่อนก็ได้แต่จองเดือนนี้ ได้ดูเดือนหน้านะบอกไว้ก่อน ระหว่างที่ยืนรอแดดร้อนมากๆเจ้าหน้าที่ที่นี่ก็มีน้ำมาบริการคนที่มาชมพิพิธพัณฑ์ด้วย น่ารักมากๆแต่จะหน้ารักกว่านี้ถ้ามีร่มให้ยืมด้วย 5555 พอๆได้เข้าไปเจอแอร์เย็นๆดูศิลปะสวยๆ แถมได้มุมถ่ายรูปสวยๆอีกเยอะ แอริกะก็ลืมความทรมานที่โดนแดดเผาไปเลย^^

จากทุกชิ้นที่แอริกะเดินดูมา ตัวที่ประทับใจมากที่สุดคือเจ้า Balloon Dog

สีฟ้า ราคา 60 ล้านเหรีญ ตัวที่อยู่ในรูปด้านบน ซึ่งออกแบบโดย Jeff Koons แต่ขอแอบบอกว่าของทุกชิ้นในพิพิธพัณธ์แห่งนี้มีเจ้าของแล้วนะคะ 55555 ใครก็ได้ซื้อให้ซักตัวจิ

วันที่ 6: Universal Studio

ก่อนที่เวลาจะหมดลงในทริปนี้แอริกะ ขอมาย้อนวัยใส ตะลุยเมืองพ่อมด แฮรี่ พอตเตอร์ที่ Universal Studio LA สนุกมากๆ ชอบเครื่องเล่น 3Dมากๆสนุกกว่าที่คิด ถ้าแดดไม่ร้อนมาก จะถ่ายรูปต่อแต่วันนั้นไม่ไหวจริงๆร้อนแบบตัวไหม้กันเลยค่ะ ขนาดเดินกิน butterbeerไปด้วยยังสู้แดดไม่ไหว เล่นเสร็จปุ๊บหนีกลับไปสลบที่บ้านปั๊บ

เมื่อฟื้นขึ้นมาตอนดึกก็เลย ออกมาเดินล่าโปเกม่อนค่ะ แฮร่ วันนี้ขอเป็นเด็กติดเกมส์หน่อย เห็นฝรั่งเค้าก็เล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง เราก็ต้องขอตามกระแสเล่นบ้าง เพราะตอนที่อยู่ที่อเมริกาที่ไทยยังเล่นไม่ได้เลย

มีคลิปด้วยตามมาดูกันนะ ^^

วันที่ 7: Hollywood Sign - In-N-Out Burger

คนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงคิดในใจว่า แล้วไม่ไปถ่ายกับ Hollywood Sign หรอ?? ไปสิ เป็นอีกจุดนึงที่พลาดไม่ได้ต้องมาถ่ายรูป เพราะไม่งั้นเดี๋ยวมาไม่ถึง แถมแอริกะยังโชคดีมากๆมีไกด์ส่วนตัวมาพามุมพิเศษที่จะถ่ายรูปสัญลักษณ์ Hollywood ได้สวยๆอีกด้วย

แต่จะยังไม่ถึงที่สุดถ้าไม่ได้ไปลอง เบอร์เกอร์ In-N- Out คนที่รักเบอร์เกอร์ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสุดติ่งกระดิ่งแมวจริงๆ เพราะเวลาทานจะรู้สึกได้เลยว่าเนื้อสดและนุ่มมากๆ

วันที่ 8: Citadel Outlet - Bangkok

วันก่อนกลับสำหรับแอริกะนั้นเรียกว่าวันจ่ายค่ะ55555 แอริกะไปปิดท้ายทริปนี้กันที่ Citadel Outlet ไปช้อปกระเป๋า Coach กลับบ้าน ซึ่งได้มาสองใบถูกสมคำร่ำลือจริงๆ แต่อย่าเอากลับเยอะนะเดี๋ยวโดนด่านตรวจ ถ้าโดนปรับก็คงไม่ถูกละ 5555

จะกลับบ้านแล้ววนั่งตูดยาวกลับไปอีกค่ะ TT ยังไม่อยากลับเลยย ทำรูปให้เป็นสี Pastel ด้วยโหมดในมือถือ Samsung Galaxy S7 Edge เพราะทุกอย่าจะดู soft ลงเมื่อเป็นสี pastel แงงงง แต่ก็ยังเศร้าไม่อยากกลับอยู่ดี TT ง่าาาาา

นี่ก็คือทั้งหมดของทริป อเมริกาใน 8 วันของแอริกะ เป็นทริปที่ครบรสมาก ได้เปิดหูเปิดตาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำในชีวิตเยอะแยะ และได้เรียนรู้ว่าทุกปัญหามีทางออก อย่างเช่นครั้งนี้เป็นต้น ย้อนกลับไปดูรปข้างบนก็รู้สึกว่า มือถือ Samsung Galaxy S7 Edge เครื่องนี้ของแอริกะ มันเริดจริงๆได้รูปสวยๆกลับมาเขียนบล็อกเยอะเลยทีเดียว ต่อไปนี้อาจจะไม่อยากแบกกล้องเที่ยวแล้วก็เป็นได้ 55555 เพราะมันสะดวกมาก ดีไซน์สวยจับถนัด รูปดีงามสีสวยคมชัดอย่างที่เห็นมาทั้งหมดด้านบน แถมยังเล่นเกมส์ได้ลื่นปรืดดไปอีก เรื่องmemory card ก็ไม่ต้องห่วงเพราะสามารถเปลี่ยนความจุได้ตลอด เห้ออ รอดตัวไปจริงๆ ส่วนใครที่สนใจ แอริกะใส่ลิงค์ไว้ให้ด้านล่างนะคะ สามารถไปดูเพิ่มเติมได้เลยนะคะ ทริปนี้ก็ผ่านไปด้วยดีในที่สุด แต่ที่แน่ๆนี่จะไม่ใช้ครั้งสุดท้ายของแอริกะและประเทศอเมริกาแน่ๆ คราวหน้าจะไปยังไม่รู้ รู้แต่จะต้องไปให้นานกว่านี้แน่นอนค่ะ :P

FOR MORE INFORMATION

Facebook: https://www.facebook.com/samsungthailand Website: http://www.samsung.com/th

Recent Posts

Follow Me

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black YouTube Icon

© 2016 copyright AIRRLIKAA// All rights reserved

  • YouTube - White Circle
  • Facebook - White Circle
  • Instagram - White Circle