แอริกะท่องเที่ยว: อินโดนีเซีย: Bromo - Ijen - Bali | ทริปHipster รูปปังอลังการ


ทริปอินโดนีเซียครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากความติสแตก ล้วนๆ ที่อยากจะออกไปท่องโลก สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำตัวประหนึ่ง Tourist ขนานแท้ และทริปนี้ก็กลายเป็นอีกทริปที่ได้รูปสวยๆกลับมาเยอะมากๆ ลงไอจีกันไปได้ถึงชาติหน้า

ซึ่งก่อนหน้านี้ถ้าใครถามแอริกะ ว่าไปอินโดนีเซียกันมั้ย?? นี่ก็คงจะตอบกลับไปว่าไปทำไรหรอแก ?? แต่หลังจากที่ได้เห็นรูป รูปนึงจากในไอจีของเพื่อนคนนึงก็เกิดสนใจประเทศนี้ขึ้นมา จึงได้ทำการ research วางแผนเส้นทาง จองโรงแรมและติดต่อ local guide ด้วยตัวเอง ในเวลา 1 อาทิตย์ล่วงหน้าก่อนจะออกเดินทาง ซึ่งการวางแผนมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆนะ

ก่อนจะเล่า in detail แอริกะขอสรุปสิ่งต่างๆไว้เป็นข้อๆเพื่อให้ ทุกคนสามารถไปทำจัดการตามกันได้ง่ายๆก่อนนะครัช สะดวกต่อชีวิตกันไปอีกก

1.ตั๋วเครื่องบิน

ขาไป = นั่งสายการบิน Jet star ลง สุราบายา ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่ สิงค์โปร เพราะจริงๆอยากแวะไปเดินเล่นที่ Garden By the Bay แต่เลือกเวลาเปลี่ยนเครื่องน้อยเกินเลยไม่ได้ออกไปเดินเล่นในเมือง ใครที่อยากจะไปเดินโฉบข้างนอกต้องเลือกไฟลต์ที่มีระยะเวลาเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อง 5 ชั่วโมงนะครัช

ขากลับ = นั่งสายการบิน Airasia ค่ะ เพราะบินตรงจาก บาหลีมาไทยเลย

2. Local Guide

- ไกด์ที่ Java = พี่บรัม ติดต่อนางได้ที่ FB: Bramanti Dana นางน่ารัก ฮาๆ ใจเย็น ภาษาอังกฤษสื่อสารดี ถ้าสื่อไม่ได้นางก็ใบ้ได้ดี มีความคุ้นชินนักท่องเที่ยวไทยอย่างดี เปิดเพลงให้ฟังในรถดีมาก ยกมาทั้ง Top Billboard นะคะ ร้องตามกันไปตลอดทางได้เลยค่ะ

- ไกด์ที่ Bali = พี่เดวา ติดต่อผ่านอีเมล gustubalidriver@gmail.com ซึ่งจริงๆควรจะเป็น คุณกัสตู แต่นางป่วยเลยส่งพี่เดวามาแทน ซึ่งก็เป็นอีเวอร์ชั่นกับพี่บรัมมาก นางเป็นสายนิ่งๆ อ่อนน้อม ไม่ค่อยพูด แต่บริการดี ไม่มีเหวี่ยงแม้เราจะตื่นสายในบางวัน แหะๆ

3. Hotel

จองผ่าน Agoda ก็จะจองสำหรับคืนแรกที่ไปถึงสุราบายา และ อีก 4 คืนที่อยู่บาหลี เพราะทริปที่อยู่ จาวา ที่พักจะรวมเป็นแพ็กเกจที่พี่บรัมเค้าจัดมาให้ไว้แล้วครัช

4. แลกเงิน

แลกเงินไปจากไทยเลยเป็นเงินอินโด และที่ Super rich และเผื่อ USD ไปแลกเพิ่มด้วย ครั้งนี้แลกไปใช้จ่ายคนละ 10,000 บาท สำหรับ 7 วัน ค่าอาหารที่นี่ไม่แพงนะ ราคาเท่าไทยยิ่งถ้ากินร้านถูกๆคนละไม่เกิน 200 บาท

5. สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ต่อคน รวมข้อ 1-4 อยู่ที่คนละ 25000 บาท ซึ่งหากจะเกินจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจับจ่ายใช้สอย ของแต่ละคนครัช ทริปนี้แอริกะหารกันกับแม่ครัช ยิ่งมีเพื่อนไปมากก็น่าจะยิ่งถูกลงนะ

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของแผนการเดินทางกันครัช แอริกะแบ่งทริปนี้ออกเป็นสองส่วน คือครึ่งแรก 3 Days @ จาวา และครึ่งหลังอีก 4 Days @ Bali คะ โดยครึ่งแรกเราแทบไม่ได้ต้องวางแพลนอะไรเพราะ พี่บรัมเค้าจัดมาให้เป็นแพ็กเกจอยู่แล้ว ส่วนครึ่งหลังเราก็แค่ลิสสิ่งที่เราสนใจอยากจะไปแล้วก็เมลไปบอก ทาง Local guide พี่กัสตูเค้าก็จะจัดใส่แพลนในแต่ละวันให้เราได้เลยค่ะ เพราะเค้าจะรู้ดีว่าที่ไหนอยู่ใกล้กันและวันนึงเราจะสามาถไปได้กี่ที่ แต่สิ่งเราต้องสละเวลามานั่นเลือกคือโรงแรมค่ะ งานนี้ก็แล้วแต่ความศรัทธาของแต่ละคนว่าอยากนอนแบบไหน ราคายังไง แต่แอริกะมีข้อแม้คือ โรงแรมที่เลือกจะต้องมีสระว่างน้ำ แม้เราอาจจะไม่ได้ว่ายก็ตาม ฮ่าๆๆเป็นความชอบส่วนตัว.

Day 1 : สุราบายา - น้ำตก Madakaripura

วันแรกนัดกันกับพี่บรัมไว้ 8 โมงเช้า ให้มารับที่โรงแรมที่สุราบายา วันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวน้ำตกกันก่อน และก็พุ่งรถยาวไปจาวาต่อ มีความนั่งรถตูดยาวกันไปค่ะ และเมื่อมาถึงน้ำตกก็ต้องเปลี่ยนชุดที่คิดว่าเราจะเปียกน้ำได้และ เปลี่ยนรองเท้าแตะไปค่ะ เพราะงานนี้เปียกยับ ใครไม่เปลี่ยนออกมานั่งหนาวในรถแน่ๆ (แม้ว่าพี่บรัมจะมีเตรียม ชุดกันฝนมาให้ แต่แอริกะบอกว่าเปียกก็คือเปียกนะแจ๊ะ)

มีความมีคนมาขอถ่ายรูปมากมาย เนื่องจากที่ จาวา นั้นยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยอะเหมือนบาหลี คนพื้นเมืองที่นี่พอเห็นนักท่องเที่ยวเลยชอบมาขอถ่ายรูป แอริกะก็ให้ถ่ายเลย มั่นหน้ามากประหนึ่งเป็นดารา ฮ่าๆๆ

หลังจากนั่งรถมาอีกหลายชั่วโมง เราก็มาถึงที่พักบนเขากันค่ะ บนนี้จะเริ่มสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นกันแล้วค่ะ อย่างงนะว่าทำไมเรามาที่พักกันตั้งแต่บ่ายสี่ เพราะคุณจะต้องนอนพักกันค่ะ หกโมงก็ออกไปทานอารหารเย็นให้เสร็จ เอาจริงๆนะ เป็นไปได้สองทุ่มก็นอนเถอะ เดี๋ยวจะไม่ยอมตื่นกัน เพราะเรามีนัดกับพี่บรัมกันตอน ตี3

นี่คือรูปของบริเวณหน้าโรงแรมนะคะ มันไม่มีอะไรเลยเพราะอยู่บนเขาสูงละ ก่อนขึ้รมาที่พักควรกักตุนขนมและอาหาร เพราะข้างบนไม่มีขายเบยย

Day 2 : ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว - Black sand - ภูเขาไฟโบรโม่ - ทุ่งหญ้าสะวันนา

สำหรับแอริกะที่มีอีกนัดกับตัวเองอีก 1 นัด เพื่อออกไปถ่ายดาว ก็แอบตื่นออกไปตอนสี่ทุ่มหวังจะได้พบกับทางช้างเผือก แต่ไม่ได้เจอเพราะหาไม่เจอ บังเอิญมาพบกับกลุ่มดาวนายพรานแทน เอาหน่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทำอะไรแบบนี้ ตื่นมาคนเดียว เดินไปที่ๆมืดสุดๆ แถมหนาวอีกหมาก็เห่าอีก กลัวผีก็กลัวแต่เอาวะ สู้ดิ

บอกเลยงานนี้เสื้อหนาวพี่บางไป การรอพระอาทิตย์ขึ้นจากจุดชมวิวภูเขาไฟโบรโม่นั้นมีความหนาวสุดๆ แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน

จากนั้นเราก็ลงมาขึ้นรถมุ่งหน้าไปถ่ายรูปกับ Black sand กันซึ่งเป็นทางผ่านก่อนที่เราจะไปบีนภูเขาไฟโบรโม่กันจริงๆ

อันนี้ก็แล้วแต่ไกด์ และ วิจารณญาณของเราเองว่าเราอยากให้เค้าจอดมุมไหน เพื่อหยุดถ่ายรูปกัน ซึ้งแอริกะก็ใช้เวลาถ่ายรูปตรงนี้ไปเยอะเกือบครึ่งชั่วโมง 55555 ถ่ายแล้วถ่ายอีกค่ะ คนขับก็กับไกด์ก็ยืนเม้ารอกันไป

เมื่อเรามาถึงบริเวณที่จะไปบีนภูเขาไฟโบรโม่ ถ้าใครไม่กลัวการขี่ม้าก็นั่งเถอะ มันสนุกจะตาย แถมสบายไม่ต้องเดินให้เมื่อยอีกด้วย งานนี้รูปจะสวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนจูงมาของท่านนั่นเอง ใช้เค้าเยอะขากลับก็อย่าลืมทิปให้เค้าไปเนอะ

ไปถึงก็ปีนกันขึ้นไปเองนะเดินบันไดขึ้นไปอีกประมาณ 200 ขั้นทางชันมากโคตร หันหลังมองลงมาทีใจหายวาปป กลัวสิแหม่

ใครไม่กลัวความสูงก็มานั่งถ่ายรูปกันนะคะ อุส่าปีนขึ้นมาทั้งที แต่ะระวังหน่อยนะคะ กลิ้งตกลงไปคือ จบ

มีความเหนื่อยกับการไต่ขึ้นมาพอสมควร แต่พอขึ้นมาถึงก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟลูกนี้จริงๆ ในใจก็คิดอย่าเพิ่งระเบิดตอนนี้นะลูก พี่ขอถ่ายรูปเก๋ๆไปลงไอจีก่อนนะ

เชื่อว่าทุกคนคงต้องถามว่า เคยมีคนตกลงไปมั้ย ??? คำตอบคือ ยังไม่มีนะ 55

กลับลงมาไปถ่ายรูปต่อกันที่ทุ่งหญ้าสะวันนากันอีก บอกละไงว่าทริปนี้รูปเยอะ !!! เอาจริงมีความหิวข้าวนะหาอะไรติดใส่กระเป๋าไปกินด้วยก็ดี

เรามานอนกันต่อในรถและหลังจากนั้นก็ขับรถยาวมาก กว่า 7 ชั่วโมงจากโบรโม่ มาที่ อีเจี่ยน หลับแล้วหลับอีกจนไปถึงที่หมายสามทุ่ม

Day 3 : คาวาอีเจียน - บาหลี - Ulun Danu Bratan - Taman Ayun

วันนี้ตอนตี 1 ค่ะ ไปดู Blue fire กันแต่เช้ามืด ซึ่งวันนี้คือวันที่เราจะใช้ร่างกายกันหนักที่สุดครัช เดินขึ้นเขา 3 กิโล และ ต้องเดินลงไปเพื่อไปดูจุดกำเนิด Blue Fire กันด้วย แถมต้องไปให้ถึง ตี 4 ด้วยนะ เพราะถ้าเช้าแล้วพระอาทิตย์มาเยือนคืออดเห็นไฟเลยนะ เพราะมันมองไม่เห็นในตอนเช้า หลังจากนั้นก็กลับทางเดิมค่ะ อีก 3 กิโล แฮร่!!

เหนือยสุดๆ เอาจริงๆเดินๆไปต้องหยุด บ่อยมากเพราะไม่ไหวจริงมีความชันความเหนื่อย บางทีก็คิดว่านี่กูทำอะไรเนี่ย!!! จะเดินกลับก็รู้สึกว่าไม่ได้ มาแล้วต้องไปให้สุด แต่พอได้มาถึงก็รู้สึกว่า เห้ยยมันคุ้มจริงๆนะกับการทพอะไรแบบนี้ซักครั้งในชีวิต รู้สึกเหมือนเอาชนะตัวเองได้จริงๆนะ

หมดจากตรงนี้ก็กลับไปกินข้าวเช้าที่โรงแรมก่อนจะให้พี่บรัมไปส่งที่ท่าเรือเพื่อข้ามไปบาหลี ไปเจอกับพี่เดวา ไกด์ท้องถิ่นที่บาหลี เพื่อเริ่มต้นทริปครึ่งหลัง ทริปSlow life ของเรานั่นเอง จากนนี้เราก็จะได้พักร่างกันแล้วค่ะ

้ีพอข้ามเรือมาถึงเราก็ไปเที่ยววัดกันกรุบกริบตามตารางแล้วก็กลับมานอนที่คูตากันในคืนแรก วัดแรกที่เราแวะไปก็คือ

จากนั้นก็มาต่อกันที่วัด

แต่จริงๆทริปนี้ท่าจะให้ดีกว่านี้ ควรจะข้ามเรือมาแล้วนอนพักที่ อูบุดเลย 3 คืนติดกันไป แล้วมานอนที่คูตาวันสุดท้ายวันเดียวเพื่อจะได้ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถย้อนไปมา

Day 4 : อูบุด- Pura Besakih - Kintamani - Hot spring Toya Devasya

วันนี้เราตื่นกันสาย เกือบเก้าโมงเพื่อเดินทางออกจากคูตา ไปอูบุด เมืองที่เราหลงรักมาที่สุดในทริปนี้ ถ้าเป็นไปได้อยากกลับไปอยู่ให้ยาวกว่านี้ โปรแกรมในบาหลีเรามีความปรับเปลี่ยนนิดหน่อยอีกที อาจจะไม่ได้ไปเที่ยวเรียงตามแพลนที่วางไว้แต่แอริกะไปครบทุกที่เหมือนในแพลนนะคะ

นี่คือรูปสระน้ำบน ดาดฟ้าของโรงแรมที่แอริกะพักค่ะ สวยมากเสียดายเราต้องรีบออกเดินทาง ไม่ได้เล่นน้ำถ่ายรูปไว้ก็ยังดี แงงงงง เอ่อลืมบอก โรงแรมชื่อว่า H Sovereign Bali Hotel อยู่ใกล้สนามบินมากๆ อาหารเช้าก็ดีให้ เต็ม 10 ค่ะ

วันนี้เราเริ่มต้นที่อูบุด ที่เที่ยวแต่ละที่ก็จะอยู่ไม่ไกลจากกันมา ซึ่งที่แรกก็มาเที่ยวกันที่วัดหลวง Pura Besakih แอบเฟลนิดหน่อย เพราะฝนตก

หลังจานั้นก็แวะกินข้าวที่ Kintamani ที่ๆเรากินไปก็รู้สึกสบายใจมากๆ เพราะวิวภูเขาและอากาศเย็นๆมันทำให้รู้สึกชิวมากเวอร์

มาต่อที่แช่น้ำบ่อน้ำพุร้อนกันต่อ

Day 5 : อูบุด - Gunung Kawi- Pura Tirta Empul Tampak Siring - Rice Terrace - Luwak coffee - Goa Gajah

เช้านี้ที่โรงแรม Hotel Pertiwi Bisma I ที่นี้แอริกะพัก 2 คืนตลอดที่เที่ยวอยู่ที่บริเวณ อูบุดนี้ค่ะ โรงแรมสวยมาก บรรยากาศดีสุด อาหารเช้าไม่ใช่บุฟเฟต่ ใช้สั่งเป็นจานๆแต่อร่อยค่ะ มีให้เลือกหลายเมนูด้วย

เช้านี้เราไปเที่ยววัดกันต่อ วัดแรกที่เราจะไปในวันนี้มีชื่อว่า Gunung Kawi ที่นี่ก็ยังเป็นวัดหลวงที่เราจะต้องนุ่งสโร่งเดินกันนะคะ สำหรับแอริกะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไร แต่จะมาติดใจชอบบ วัดน้ำพุ ศักดิ์สิทธิ์ Pura Tirta Empul Tampak Siring มากกว่า ซึ่งบอกเลยว่าวัดนี้เป็นวัดที่แอริกะชอบมาที่สุดๆแล้วว ในทริปนี้เพราะได้ลงไปอาบน้ำพุด้วย

เคยเห็นในทีวีมาก่อนไม่คิดว่าวันนี้จะได้ลงมาอาบน้ำในนี้จริงๆ ส่วนใครที่อยากไปอาบก็เตรียมชุดว่ายน้ำไปเปลี่ยนด้วยนะคะ หรือจะไปเช่าโสร่งแบบแอริกะก็ได้ค่ะ

น้ำพุที่ออกมาแต่ละสาย ก็จะมีความสามารถรักษาโรคต่างๆได้ ต่างกันไป มีสายนึกชำระล้างฝันร้ายได้ด้วยนะ ใครฝันร้ายให้มาล้างตัวที่นี่ แล้วจะกลับไปไม่หนีผีอีกก อะไรแบบนี้ เกร๋ๆ

หลังจากนั้นก็มาแวะทานข้าวเป็นร้านที่ให้เราได้กินข้าวไปและผ่อนคลายไปกับวิวนาขั้นบันใด

ที่ร้านอาหารนี้เราสามารถเดินลงไปในทุ่งนาขั้นบันใดได้ด้วยนะคะ

คือมันดีมากจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ไปชิมกาแฟชะมดกันต่อ และแวะไปเที่ยววัดGoa Gajah เป็นที่สุดท้ายของวันนี้ก่อนเข้าโรงแรม ก็เป็นอันหมดภาระกิจเที่ยวในวันนี้ครัช

มีความไปถ่ายกะรากต้นไม้ให้ความรู้สึก มีความนาคีมากๆ 5555

Day 6 : Tanah Lot - Uluwatu temple

วันนี้เราเดินทางออกจากอูบุด แวะเที่ยวไล่มาตามทางกลับมาที่คูตา ซึ่งที่แรกที่เราแวะไปนั้นคือ Tanah Lot เป็นวัดที่ดังที่สุดของเกาะบาหลี ตั้งอยู่บนโขดหินริมทะเลฝั่งตะวันตก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเกาะ ถ้าไม่มาก็แปลว่ายังมาไม่ถึงบาหลีนะครัช

มาต่อกันที่ เป็นอีกที่ที่Uluwatu temple สวยเวอร์วังมากๆ ใครไม่ได้มาถือว่าพลาดมากๆ แต่นักท่องเที่ยวอาจจะเยอะนิดนึงต้องแย่งชิงมุมถ่ายรูปกันนิสนึง และถึงแม้ว่าวัดนี้ จะเป็นวัดขนาดเล็ก แต่ก็เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดและมีวิวที่สวยงามติดกับมหาสมุทรอินเดีย ใครที่มีเวลาเยอะจะรอดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี้ก็ได้ มีความโรแมนติกสูงมาก

เวลาประมาณ 6 โมงเย็น แอริกะมาถึงคูตาจริงๆแล้วมีโปรแกรมไปเล่น surf ต่อแต่ยกเลิกเพราะอยากจะไปเดินห้างมากกว่า แถมฝนดูเหมือนจะตกเลยเปลี่ยนแพลนนิดหน่อย หลังจากเดินห้างเสร็จก็มาเข้าสปาของที่โรงแรม เพื่อผ่อนคลายร่างกายกันในคืนสุดท้าย ก่อนจะต้องแหกตาตื่นแต่เช้าไปสนามบิน

Day 7 : บาหลี (คูตา) - กรุงเทพ

เวลาตี5 แอริกะก็ไปสนามบินเตรียมขึ้นเครื่องกลับบ้าน เป็นอันจบทริปนี้ในที่สุด ปรบมือรัวๆ ให้กับความถึกของร่างกาย และรูปสุดชิคทั้งหลายเหล่านี้ด้วยค่ะ

มาถึงจุดนี้ก็ยังยืนยันว่า ทริปนี้ไม่ใช่ทริปสำหรับคนอ่อนแอ หรือ ทริปคนรักการนอนเปื่อยในโรงแรมเลยจริงๆ เพราะแอริกะจัดตารางไว้ค่อนข้างแน่นนะ หุหุ ส่วนใครที่อ่านรีวิวดูรูปแล้วชอบเป็นบางที่ก็สามารถตัดออกได้นะคะ ก็ดีด้วยจะได้ไม่เหนื่อยมากมีเวลานอนเล่นนอนกลิ่งที่โรงแรมเยอะหน่อย แตาส่วนใครที่ชอบรูปของแอริกะ อยากจะไปถ่ายบ้างก็ไปตามที่แอริกะรีวิวไว้ได้เลยนะคะ

สำหรับทริปนี้แอริกะก็มีถ่ายคลิปมาฝากด้วย ตามไปดูกันได้เบยย ^^

ขอบคุณที่รอคอยรีวิวนี้กันนะครัช แล้วแอริกะจะกลับมาใหม่พร้อมรีวิวเส้นทางอื่นๆและรูปสวย เร็วๆนี้ จุฟฟ

Recent Posts

Follow Me

  • Black Facebook Icon
  • Black Instagram Icon
  • Black YouTube Icon

© 2016 copyright AIRRLIKAA// All rights reserved

  • YouTube - White Circle
  • Facebook - White Circle
  • Instagram - White Circle